ประสบการณ์ S.O.S. RICE 2011

ประสบการณ์ S.O.S. RICE 2011

เป็นโครงการที่มูลนิธิคุณพ่อเรย์จัดให้มีการรณรงค์ทุกปีเพื่อจัดหาเงินบริจาคและข้าว  ซึ่งเป็นอาหารหลักหล่อเลี้ยง 850 กว่าชีวิตใน 10 โครงการย่อยของมูลนิธิฯ  โดยจัดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม  อาศัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นไฮไลท์ของการรณรงค์  แต่ในปี 2554 นี้พิเศษหน่อย  นั่นคือมีผู้พิการอพยพหนีภัยน้ำท่วมมาอยู่ที่โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่จำนวนกว่า 250 ชีวิต  เราจึงต้องการข้าวเพิ่มมากเป็นพิเศษ  แต่ก็ไม่ทราบว่าจะได้พิเศษไปจากเดิมหรือไม่  ปี 2553  ที่ผ่านมาเราได้ทั้งเงินและข้าวจำนวนประมาณ 1 ล้านบาทเศษ  จัดรณรงค์ประมาณสามสี่วัน  ในปีนี้เราต้องการมากขึ้นจากเดิม  แต่ทว่าภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซาในยุโรปและอเมริกา  ความวุ่นวายทางการเมืองของหลายประเทศในแถบตะวันออกกลาง  ปัญหาภัยพิบัติทั่วโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเราที่เจออภิมหาอมตะอุทกภัย (ที่ใช้คำว่าอมตะเพราะมันท่วมซ้ำซากได้ทุกปี) ได้ส่งผลต่อยอดเงินบริจาคทั่วทุกระบบและทุกองค์กร  คนมีรายได้ลดลง  รายจ่ายเพิ่มขึ้น  เขาก็ย่อมจะต้องบริจาคได้น้อยลง  องค์กรการกุศลทั้งหลายก็ต้องปรับตัวลดรายจ่าย  และออกแรงมากกว่าเดิมเพื่อหารายได้  ทางเรามูลนิธิคุณพ่อเรย์ก็ต้องทุกเทพละกำลังอีกสิบเท่าในการหาทุน  ทำงานจนตัวเป็นเกลียว  หัวเป็นน็อตกันแล้ว

โครงการกองทุนข้าว SOS Rice 2011  ได้เปิดแถลงข่าวในวันที่ 4  พฤศจิกายน  2554  ณ.ห้องรอยัลฮอลล์  ศูนย์คณะพระมหาไถ่  พัทยา  งานเริ่มเวลา 14.00 น.  โดยคุณพ่อพิชาญ  ใจเสรีเป็นผู้ดำเนินรายการ  มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการของโครงการหลายท่านมาร่วมอธิปรายและหาแนวทางในการระดมทุนในปีนี้  อาทิเช่น คุณรณกิจ  เอกะสิงห์  รองนายกเมืองพัทยา . คุณปรเมศวร์  งามพิเชษฐ์  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี , คุณรัตนชัย  สุทธิเดชานัย  สมาชิกสภาผู้แทนเมืองพัทยา , และนักธุรกิจในเมืองพัทยาอาทิเช่น  คุณรุ่งทิพย์  สุขศรีการ  ผู้บริหารโรงแรมซันบีม พัทยา , คุณเปรมฤดี  จิตตวุฒิการ  กรรมการผู้จัดการภัตตาคารคิงส์ซีฟู้ด , Mr.Neils Colov จากหนังสือพิมพ์ Pattaya People , Mr. Peter Malhotra จากหนังสือพิมพ์ Pattaya Mail   และผู้มีเกียรติอีกหลายท่าน  มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักมาทำข่าว  สุดท้ายก็ถ่ายรูปร่วมกับเด็กๆในโครงการของมูลนิธิคุณพ่อเรย์ด้วยความชื่นมื่น

สิ้นเสียงการเป่านกหวีดเริ่มต้นมหกรรมระดมทุน  ฝ่ายพัฒนาองค์กรก็เริ่มติดต่อเพื่อเปิดบู๊ธ SOS Rice ตามห้างสรรพสินค้า  ซุปเปอร์มาร์เก็ต  ไม่เว้นแม้แต่ตลาดสดทั่วเมืองพัทยา  ส่วนใหญ่ได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าของสถานที่เป็นอย่างดี  เราสามารถขอเปิดได้กว่า 20 แห่ง  มีบางแห่งที่ลองเปิดแล้วไม่ได้ผลเราก็ขอยกเลิกไป  บู๊ธ SOS Rice ที่หนึ่งๆจะประกอบไปด้วยหัวหน้า 1 คน อาสาสมัครชาวต่างชาติ 1 คน และเด็กๆที่จะมาจากบ้านต่างๆของมูลนิธิอีก 4 คน  ถ้าเป็นที่ใหญ่ๆก็อาจใช้คนมากกว่านี้  มีการตั้งกล่องบริจาค  ตั้งป้ายโครงการ  และแจกเอกสาร วันหนึ่งปกติจะมีสองรอบคือรอบเช้าและรอบบ่าย  ถ้าตรงไหนมีลูกค้าดีก็ขยายไปจนถึงรอบค่ำสี่ทุ่มด้วย  ตามกำหนดก็เริ่มในช่วงวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ที่เราคาดว่าจะมีคนมาซื้อฃองตามห้างมากที่สุด  ตั้งแต่วันที่ 19, 20, 25, 26, 27 พฤศจิกายน  และวันที่ 2, 3, 4, 5 ธันวาคม 2554  รวม 9 วันพอดี

มีข้อสังเกตจากหลายคนเมื่อเทียบกับปีที่แล้วว่า  เราได้ข้าวน้อยลง  ก็คงเป็นเรื่องปกติเพราะข้าวและเงินบริจาคหลายๆส่วนถูกส่งไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมก่อนหน้านี้แล้ว  และบางทีผู้ที่เคยบริจาคก็เป็นผู้ประสบภัยเสียเอง  อย่างไรก็ตามโครงการกองทุนข้าว SOS Rice ก็ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทุกปี  เพราะไม่มีอะไรมาขวางกั้นความรัก  ความเมตตาจากพี่น้อง  สู่ผู้ด้อยโอกาสที่ยังรอคอยความช่วยเหลืออย่างมีความหวังได้  แม้ตัวเลขจะลดน้อยลงก็ตามที

ขอแบ่งปันประสบการณ์จากการที่ได้ไปร่วมตั้งบู๊ธ SOS Rice และสังเกตการณ์ในที่ต่างๆที่ผ่านมาสักเล็กน้อย  บู๊ธนี้จะเน้นการบริจาคอย่างเดียวโดยใช้คนเป็นสื่อ  ไม่มีการแสดงนิทรรศการ  ให้ข้อมูลรูปภาพ  หรือฉายวีดีโอ  เราใช้วิธีการแจกใบปลิวเชิญชวนให้บริจาคซึ่งมีภาษาไทย  อังกฤษ  ญี่ปุ่น  และรัสเซีย  คนที่ได้รับก็จะเข้าใจว่าสามารถบริจาคเป็นข้าวสารโดยหาซื้อจากห้างที่เราไปตั้งบู๊ธนั่นเอง  หากไม่สะดวกก็สามารถบริจาคเป็นเงินก็ได้โดยหยอดในกล่องบริจาค  ทีมงานของแต่ละบู๊ธก็จะมีเด็กๆในโครงการ  ทั้งเด็กเล็ก  เด็กโต  นักเรียนจากโรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่  และอาสาสมัครชาวต่างชาติที่มาช่วยงานในมูลนิธิ  ซึ่งจำเป็นสำหรับเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา  เด็กๆที่มาร่วมออกบู๊ธต่างก็อาสามาด้วยใจรัก  ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  หากเราไม่ช่วยกันแล้วใครจะช่วย  มิใช่ว่าเราจะเอาเด็กและผู้พิการมาหาผลประโยชน์  แต่เราต้องการจะเน้นให้พวกเขามีส่วนร่วมในการหารายได้เข้ามูลนิธิ  มิใช่รอเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว

“ฉันจะบริจาคเป็นเงินแทนข้าวสาร  มิทราบว่าข้าวสารถุงละเท่าไหร่”  ชาวต่างชาติท่านหนึ่งถามเป็นภาษาอังกฤษ  พลางมองดูถุงข้าวสาร 5 กก.ที่มีผู้บริจาควางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ  มันมีข้าวสองชนิดคือข้าวขาวธรรมดาถุงละร้อยสี่สิบบาท  กับข้าวหอมมะลิถุงละสองร้อยแปดสิบบาท  ราคาต่างกันสองเท่า  แต่เดชะบุญที่ข้าวหอมมะลิถุงหนึ่งอยู่ด้านบนเผยให้เห็นราคาพิมพ์ติดอยู่บนถุงด้วย  “280 Baht, sir”  เราก็ปากไวโดยไม่ต้องคิด  พลางชี้ให้เขาดูราคาชัดๆ  “ตกลงฉันจะจ่ายให้สองถุง”  แล้วฝรั่งท่านนั้นก็ควักกระเป๋าเอาเงินจำนวน 600 บาทใส่ไปในกล่องบริจาค  เราก็ส่งยิ้มและกล่าวคำขอบคุณมากมายก่อนที่เขาจะเดินจากไป  อันที่จริงเราไม่ได้ตั้งใจเลยที่จะพูดความจริงไม่ครบ  แต่หลักการขายเขาบอกว่าเราต้องช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจโดยไม่ลังเล  และเรียบง่ายที่สุด

“Oh my God, it’s impossible!” อาสาสมัครชาวต่างชาติของเราคนหนึ่งถึงกับอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา  เขาบอกกับเราเมื่อออกเยี่ยมตามบู๊ธในจุดต่างๆ  ได้ความว่าเขาได้รับการบริจาคจากฝรั่งคนหนึ่งจำนวน 300 บาท  อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นเงินมากมายนัก  เพราะบางคนก็ใส่แบงค์ 500 หรือแบงค์ 1,000 ก็ยังมี  แต่ฝรั่งชาตินี้เขาถือว่าตืดสุดๆในการทำบุญ  แบงค์ยี่สิบยังยากที่จะกระเด็นออกจากกระเป๋า  เอาล่ะ…สิ่งอัศจรรย์ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ  มันเป็นประสบการณ์ที่จะประทับใจคนทำงานไปอีกนานเท่านาน

สองสัปดาห์ของการรณรงค์ผ่านไปแล้ว  ยอดการบริจาคของเราได้เพียงครึ่งเดียวของปีที่แล้ว  ทั้งๆที่เปิดจุดตั้งบูธมากกว่าเดิม  และใช้วันมากกว่าเดิมถึงสามเท่า  คราวนี้ก็ถึงโค้งสุดท้ายแล้ว  ถึงแม้ว่าเราจะมีความต้องการมากขึ้นกว่าเดิม  แต่เราก็ไม่สามารถหนีผลกระทบทางเศรษฐกิจและภัยพิบัติได้  เรายังเชื่อมั่นว่าจำนวนคนที่ให้ความช่วยเหลือมูลนิธินั้นยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง  แม้ยอดเงินจะน้อยลงก็ไม่เป็นไร  เมื่อเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้เราทุกคนคงต้องใช้วิถีพอเพียง  ขยัน  อดทน  ประหยัด  และร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้  แล้วทุกสิ่งก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี